วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ประชันความเทพ iPhone 4 ปะทะ Samsung Galaxy S II ใครจะอยู่ใครจะไป!

 ประชันความเทพ iPhone 4 ปะทะ Samsung Galaxy S II ใครจะอยู่ใครจะไป!

ถ้าใครที่เป็นสาวกของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ทั้งหลายก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดีจากบทความรีวิวบนเว็บไซต์จากเมืองนอกหลายๆเจ้าแล้วว่า Samsung Galaxy S II ที่เพิ่งจะออกวางตลาดทั่วโลกในเวลานี้นั้นได้รับการขนานนามให้เป็นว่าที่สุด ยอดสมาร์ตโฟนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ดีที่สุดในท้องตลาดเวลานี้แล้ว นั่นเอง
และธรรมเนียมปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งที่เหล่าชาว IT ทั้งหลายมักจะกระทำกันอยู่เสมอมาก็คือการจับเอาสมาร์ตโฟนที่ดีที่สุดบน Android OS เหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับสุดยอดสมาร์ตโฟน (กว่า) ขาประจำตลอดกาลอย่าง iPhone 4 อยู่เสมอมา ซึ่่งสุดเว็บไซต์ pocketnow ก็เป็นผู้ขันอาสารับหน้าที่ิโปรโมเตอร์จัดศึกแชมป์ชนแชมป์ระหว่าง iPhone 4 และ Samsung Galaxy S II ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นสุดยอดสมาร์ตโฟนประจำ พ.ศ. นี้

โดยในคลิปวิดีโอที่ทุกท่านจะได้รับชมกันต่อไปนี้นั้นขอให้ใช้วิจารณญาณใน การรับชม...เอ้ย! จะเป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติและฟีเจอร์ในหลายๆแง่ของทั้ง iPhone 4 และ Samsung Galaxy S II ให้ชมกันแบบจะๆถึงลูกถึงเมีย ซึ่งจากที่รับชมมานั้นก็พอจะสรุปความได้คร่าวๆประมาณนี้ครับ
- Samsung Galaxy S II นั้นมีหน้าจอที่ดีกว่าด้วยขนาดใหญ่ยักษ์4.3 นิ้วพร้อมเทคโนโลยี Super AMOLED Plus ซึ่งให้สีสันของภาพที่สวยงามแม้ว่าในเรื่องความสมจริงนั้นยังคงต้องยกให้ Retina Display ก็ตามที

- ในส่วนของวัสดุตัวเครื่องนั้น iPhone 4 กินขาดด้วยการผสมผสานโลหะและกระจกเข้าด้วยกันซึ่งให้สัมผัสที่เรียบหรูกว่าพลาสติกใน Samsung Galaxy S II

- ขณะที่การท่องเว็บด้วย Samsung Galaxy S II รวดเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัดอันเนื่องมาจากการเลือกใช้งานซีพียู Tegra 2 แบบ Dual Core ความเร็วถึง 1.2GHz (เร็วที่สุดในโลกเวลานี้แล้ว)

สำหรับส่วนที่เหลือยังมีให้ติดตามกันอีกมากซึ่งเราจะไม่ขอสปอยล์ให้เสียอารมณแล้วกัน ยังไงขอให้เพื่อนๆ TechXcite ทุกท่านไปรับชมกันได้ในคลิปวิดีโอด้านล่างนี้กันเลยดีกว่าครับ!
บทความโดย: ekk techxcite
ที่มา: pocketnow

ประชันความเทพ iPhone 4 ปะทะ Samsung Galaxy S II ใครจะอยู่ใครจะไป!

 ประชันความเทพ iPhone 4 ปะทะ Samsung Galaxy S II ใครจะอยู่ใครจะไป!

ถ้าใครที่เป็นสาวกของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ทั้งหลายก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดีจากบทความรีวิวบนเว็บไซต์จากเมืองนอกหลายๆเจ้าแล้วว่า Samsung Galaxy S II ที่เพิ่งจะออกวางตลาดทั่วโลกในเวลานี้นั้นได้รับการขนานนามให้เป็นว่าที่สุด ยอดสมาร์ตโฟนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ดีที่สุดในท้องตลาดเวลานี้แล้ว นั่นเอง
และธรรมเนียมปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งที่เหล่าชาว IT ทั้งหลายมักจะกระทำกันอยู่เสมอมาก็คือการจับเอาสมาร์ตโฟนที่ดีที่สุดบน Android OS เหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับสุดยอดสมาร์ตโฟน (กว่า) ขาประจำตลอดกาลอย่าง iPhone 4 อยู่เสมอมา ซึ่่งสุดเว็บไซต์ pocketnow ก็เป็นผู้ขันอาสารับหน้าที่ิโปรโมเตอร์จัดศึกแชมป์ชนแชมป์ระหว่าง iPhone 4 และ Samsung Galaxy S II ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นสุดยอดสมาร์ตโฟนประจำ พ.ศ. นี้

โดยในคลิปวิดีโอที่ทุกท่านจะได้รับชมกันต่อไปนี้นั้นขอให้ใช้วิจารณญาณใน การรับชม...เอ้ย! จะเป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติและฟีเจอร์ในหลายๆแง่ของทั้ง iPhone 4 และ Samsung Galaxy S II ให้ชมกันแบบจะๆถึงลูกถึงเมีย ซึ่งจากที่รับชมมานั้นก็พอจะสรุปความได้คร่าวๆประมาณนี้ครับ
- Samsung Galaxy S II นั้นมีหน้าจอที่ดีกว่าด้วยขนาดใหญ่ยักษ์4.3 นิ้วพร้อมเทคโนโลยี Super AMOLED Plus ซึ่งให้สีสันของภาพที่สวยงามแม้ว่าในเรื่องความสมจริงนั้นยังคงต้องยกให้ Retina Display ก็ตามที

- ในส่วนของวัสดุตัวเครื่องนั้น iPhone 4 กินขาดด้วยการผสมผสานโลหะและกระจกเข้าด้วยกันซึ่งให้สัมผัสที่เรียบหรูกว่าพลาสติกใน Samsung Galaxy S II

- ขณะที่การท่องเว็บด้วย Samsung Galaxy S II รวดเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัดอันเนื่องมาจากการเลือกใช้งานซีพียู Tegra 2 แบบ Dual Core ความเร็วถึง 1.2GHz (เร็วที่สุดในโลกเวลานี้แล้ว)

สำหรับส่วนที่เหลือยังมีให้ติดตามกันอีกมากซึ่งเราจะไม่ขอสปอยล์ให้เสียอารมณแล้วกัน ยังไงขอให้เพื่อนๆ TechXcite ทุกท่านไปรับชมกันได้ในคลิปวิดีโอด้านล่างนี้กันเลยดีกว่าครับ!
บทความโดย: ekk techxcite
ที่มา: pocketno

ทีมงานขอนำเสนอ เรื่องราวและความรู้ใน "10 อันดับสุดยอดการกัดของสิ่งมีชีวิต "

ทีมงานขอนำเสนอ เรื่องราวและความรู้ใน "10 อันดับสุดยอดการกัดของสิ่งมีชีวิต "


10. ยุง (Mosquito)
การกัดของยุงเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตที่มากที่สุดที่เกิดจากการกัดของสัตว์โดยเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆมากกว่า 100 โรค โดยโรคที่ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดคือโรค มาลาเรีย


9. ตุ่นหนูไร้ขน (Naked Mole Rat)

ตุ่นหนูไร้ขน เป็นสัตว์ไร้ขน มีผิวสีชมพู มีรอยเ่ยวย่น อยู่อาศัยใต้พื้นดิน โดยการขุดอุโมงค์โดยใช้ฟันหน้า คล้ายกับพวกตัวตุ่น และมีผิวหนัง หาง คล้าย หนู แต่นั้นเป็นเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงนั้น ตุ่นหนูไร้ขนนั้นเป็นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เม่น และสี่งที่ทำให้พวกมัน เป็นยอดนักขุด ก็เนื่องจาก อุโมงค์ใต้ดินอาดกินอาณาบริเวณมากถึง 6 สนามฟุตบอล พื้นใต้ดินจะถูกเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายอุไมงค์ โดยกล้ามเนื้อประมาณ 25 % ของตุ่นหนูไร้ขนอยู่ที่ขากรรไกร ตุ่นหนูไร้ขนสามารถ ขุดผ่านคอนกรีตได้




8. งู (Snake)

คัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนามีงูเป็นสัตว์ชั่วร้ย ชาวอียิปต์โบราณนับถืองูเป็นเทพเจ้าแห่งการป้องกันตัว พระนาง Cleopatra ทรงโปรดปรานเครื่องประดับที่ทำเป็นรูปงู ชาวกรีกโบราณนิยมเขียนภาพงูที่กำลังต่อสู้กันตามฝาผนังของศาสนสถาน เพราะชื่นชมในนิสัยการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของงู ตาม ธรรมดางูพิษจะมีเขี้ยว ที่มีท่อติดต่อกับต่อมพิษ เวลางูกัดเหยื่อ กล้ามเนื้อในบริเวณรอบต่อมพิษจะบีบตัว ทำให้พิษที่เป็นของเหลว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่มีสีค่อนข้างเหลืองไหลซึมจากต่อมพิษผ่านเขี้ยวไปสู่แผล หากร่างกายคนที่ถูกงูกัดได้รับการรักษาไม่ทัน รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หัวใจจะวาย และเขาจะตายในที่สุด ถึงแม้ว่าคนไข้เดินทางถึงโรงพยาบาลทันเวลาคนไข้ต้องตระหนักว่าใน กล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นแผลอาจจะตายไปเรียบร้อยแล้ว และเขาก็จะมีแผลเป็นตลอดชีวิต






7 แมงมุมใยกรวย(Funnel-web spider)

แมงมุมพิษชนิดนี้สามารถพบได้ในประเทศออสเตรเลียแม้กระทั่งในบ้านก็ตาม มีขนาดตั้งแต่ 1-6 cm ลักษณะ เด่นของแมงมุมชนิดนี้ก็คือ เขี้ยวพับขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จะไม่ใช่ขณะที่มันกำลัง จะกัดก็ตาม โดยเขี้ยวของมันมีขนาดยาวกว่าครึ่งของความยาวขาของมันเสียอีก ว่ากันว่าเขี้ยวของมันสามารถกัดทะลุนิ้วมือของเราได้ทีเดียวนอกจากนี้พิษของ มันยังมีความรุนแรงมากอีกด้วย



6 จระเข้ (Crocodile)

จระเข้เป็นสัตว์ที่มีขากรรไกรที่แข็งแรงมากโดยการกัดของมันก่อให้เกิดแรงกัดประมาณ 3000 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว และเวลาที่จระเข้กัดนั้นมันจะไม่แค่กัดเพียงเฉยๆเท่านั้น แต่มันจะทำการหมุนตัวด้วยความเร็วเพื่อเป็นการฉีกเนื้อเหยื่อให้หลุดออกมา จากร่าง





5. ค้างคาวแวมไพร์ (Vampire Bat)
ค้างคาวดูดเลือดแท้จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เหยื่อ นอนหลับ ค้างคาวจะบินเข้าไปใกล้เหยื่อและจะเกาะบนพื้นก่อนที่จะค่อยๆ คลานเข้าไปหาเหยื่อ ใช้ฟันหน้าที่คมกรีดผิวหนังเหยื่อบริเวณที่ไม่มีขน พร้อมทั้งปล่อยสารกันเลือดแข็ง (anti-coagulating agent) ทำให้เลือด แข็งตัวช้า แล้วจึงค่อยดูดเลือด ที่ไหลออกมาจนอิ่ม เหยื่อของค้างคาวดูดเลือดส่วนมากเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย แพะ ม้า หมู หรือแม้กระทั่งคน เหยื่อที่ถูกค้างคาวกัดและกินเลือด จะไม่ได้รับอันตรายถึงตายแต่อย่างใด แต่รอยแผลที่เกิดจากค้างคาวกัด จะมีแมลงเข้าไปไข่ไว้ ทำให้สัตว์เลี้ยงอ่อนแอลงและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ดังนั้นค้างคาวดูดเลือดจึงเป็นอันตรายต่อการปศุสัตว์ เมื่อค้างคาวดูดเลือด กินอาหารอิ่มแล้วจะบินกลับไปยังถ้ำที่อยู่ในป่า และจะออกหาอาหารอีกครั้ง หลังจากกินอาหารครั้งแรก 2-3 วัน จากพฤติกรรมของค้างคาวดูดเลือดนี้เอง ที่ส่งผลให้มีผู้เขียนนวนิยายนำมาดัดแปลงเป็น แวมไพร์ผีดูดเลือด ชื่อดังในเวลาต่อมา






4. สุนัข (Dog)

อันดับสี่ก็เป็นหมาธรรมดาๆนี่แหละครับ เพราะว่าทุกปีจะมีคนอเมริกันถูกหมากัดมากกว่า 4 ล้านราย และคนไทยที่ถูกกัดก็มีกว่าปีละ 3 แสนรายโดยสามารถพบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่แล้วนะครับ (บางคนอาจมีประสบการณ์การโดนกัดด้วยตัวเองแล้วด้วยซ้ำ)






3. มังกรโคโมโด (Komodo Dragon)

การกัดของมังกรโคโมโดนั้นแม้เพียงรอยเล็กก็จะสามารถคร่าชีวิตเหยื่อได้เนื่อง จากน้ำลายของมันมีแบคทีเรียอันตรายอยู่มากมายที่จะทำให้เหยื่อตายในเวลาต่อ มา แล้วมังกรโคโมโดจึงค่อยตามกลิ่นไปกินในเวลาต่อมา โดยมันสามารถจัดการ "กิน" หมูป่าที่หนัก 50 กิโลกรัมได้ภายใน 17 นาที การมีกระเพาะที่ขยายตัวง่ายช่วยให้มันสามารถกลืนเหยื่อที่หนักถึง 80% ของนํ้าหนักตัวมันได้ในมื้อเดียว






2. ฮิปโปโปเตมัส (Hippopotamus)

ฮิปโปโปเตมัสนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์กินพืชที่ดูไร้พิษภัยแต่มันมีขากรรไกรและแรงกัดที่ทรงพลังมากมากกว่าจระเข้ด้วยซ้ำ (ว่ากันตามจริงฮิปโปนี่โคตรอันตรายเลย) ในหนึ่งปีจะมีคนตายเพราะโดนฮิปโปกัดมากกว่าจระเข้เสียอีก เวลาจระเข้เจอฮิปโปส่วนมากแล้วจระเข้จะต้องเป็นฝ่ายหนี มันอันตรายขนาดพวกบันทึกโบราณของอียิปห์ไรพวกนี้ยังพรรณาความดุร้ายของมันไว้เลยทีเดียว นอกจากนี้ฮิปโปโปเตมัส สามารถอ้าปากได้กว้างถึง 170 องศาและมีแรงกัดขนาดที่ว่าสามารถกัดจระเข้ให้ขาดครึ่งได้ง่ายๆเลยทีเดียว




1. ฉลามคุกกี้คัตเตอร์ (Cookiecutter shark)

ฉลามชนิดนี้มีอีกชื่อเรียกคือ ฉลามซิการ์(cigar shark) มีขนาดโตเต็มที่เพียง 40-60 cm และ เป็นฉลามที่มีฟันที่คมมากๆและมีลักษณะต่างไปจากฉลามพันธุ์อื่นๆ โดยชื่อว่า "คุกกี้คัตเตอร์" มาจากรอยกัดของมันซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยแหว่งอย่างสวยงามเหมือนรอยคุกกี้จาก การกัดด้วยการใช้ฟันแถบบนในการยึดและฟันแถบล่างในการเฉือนแล้วหมุนตัวด้วย ความเร็วจนครบรอบทำให้เนื้อถูกตัดออกมา ฉลามชนิดนี้สามารถโจมตีกระทั่งสัตว์ขนาดกลางและสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ามากๆแทบ ทุกชนิดเช่นปลาโลมาหรือปลาวาฬหรือแม้กระทั่งคนก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการพบรอยกัดของปลาชนิดนี้อยู่บนสายเคเบิ้ลใต้ทะเลลึกอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : toptenthailand

มินิรีวิว Samgung Galaxy S Plus

ซัมซุงยังเดินหน้าใช้นโยบาย Galaxy สารพัดรุ่นต่อไป หลังจากที่ออก Galaxy SL ซึ่งเป็นรุ่นตัดความสามารถของ Galaxy S (พร้อมกับราคาที่ลดลง) มาแล้ว ก็ถึงเวลาของ Galaxy S Plus ที่ปรับความสามารถขึ้นมาบ้าง
Galaxy S Plus ตัวนี้เคยเป็นข่าวเมื่อเดือนมีนาคม ล่าสุดทางซัมซุงส่งมาให้ผมยืมเล่นสองสามวัน เนื่องจากว่ามันไม่ต่างกับ Galaxy S มาก ก็ขอเขียนสั้นๆ เป็นมินิรีวิวนะครับ
Galaxy S Plus มีรหัสรุ่นว่า i9001 ซึ่งจะเพิ่มมาจาก Galaxy S รุ่นแรก i9000 อยู่หนึ่งหน่วย ความต่างที่สำคัญคือ
  • เพิ่มคล็อกของซีพียูขึ้นมาเป็น 1.4GHz (ของเดิม 1GHz)
  • เพิ่มความจุแบตเป็น 1650mAh (ของเดิม 1500mAh)
  • เปลี่ยนรูปแบบของฝาหลังเล็กน้อย (น้อยมากๆ)
  • ใช้ Android 2.3 มาตั้งแต่ต้น
นอกจากนั้นเหมือนกันทุกประการ ขนาดและน้ำหนักเท่ากัน ใช้อุปกรณ์เสริมของ Galaxy S ได้หมด (จะต่างจาก Galaxy SL ที่หนากว่าเดิมทำให้ใช้เคสของ Galaxy S ไม่ได้)
เผอิญว่าแถวที่ทำงานมีทั้งคนใช้ Galaxy S และ Galaxy SL อยู่พอดี เลยขอยืมมาถ่ายภาพเทียบเป็น "สามพี่น้อง Galaxy S" ใช้เห็นกันชัดๆ
ด้านหน้า ไม่บอกไม่มีทางรู้ว่าเป็นรุ่นไหน
ด้านหลัง สังเกตฝาหลังของ Galaxy S Plus จะต่างจาก S รุ่นแรกเล็กน้อย
ซูมชัดๆ ฝาหลังของ S Plus จะใช้จุดที่เล็กกว่าหน่อย
ด้านข้าง S Plus และ S มีขนาดเท่ากัน ส่วน SL จะหนากว่าหน่อย
ด้านหลัง แกะฝาหลังออกแล้ว เหมือนกันแทบทุกประการ (ลองเอาฝาหลังของ S กับ S Plus มาสลับกัน ใส่ได้ไม่มีปัญหา)
ความจุแบตของ S Plus จะมากกว่า 150 mAh คนที่อยากได้แบตอึดขึ้นมาอีกนิดก็อาจนำมาเป็นปัจจัยพิจารณา
ข้อมูลซีพียูจากโปรแกรม Quadrant
ระบบปฏิบัติการของ S Plus เป็น Gingerbread 2.3.3

หน้าตาแบบชัดๆ ไม่บอกไม่มีทางรู้ว่ามันต่างกับ Galaxy S อย่างไร
ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ Kies Air ซึ่งอนุญาตให้เราล็อกอินเข้ามาบริหารจัดการมือถือจากพีซี (ผ่าน Wi-Fi) ได้ โดยตัวมือถือจะทำตัวเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก
หน้าตาตอนล็อกอินก็ประมาณๆ นี้ครับ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวบนมือถือได้ทั้งหมด
แอพใหม่อื่นๆ ก็คือ Music Hub กับ Press Reader ที่เพิ่มเข้ามาจาก Galaxy S รุ่นแรก
Music Hub คือการซื้อเพลงออนไลน์ (จากภาพจะเห็นว่าซัมซุงใช้บริการ 7digital อีกทอดหนึ่ง) ซึ่งยังใช้ในเมืองไทยไม่ได้
Press Reader ก็เอามาอ่านหนังสือพิมพ์ได้สบาย
ไหนๆ เรื่องประสิทธิภาพที่ดีขึ้นคือจุดขาย ผมเลยรันทดสอบด้วย Quadrant Standard ได้ผลออกมาดังภาพ
ลองรันเทียบ
  • Galaxy S Plus - 1327 คะแนน
  • Nexus S - 1326 คะแนน
  • Galaxy S - 962 คะแนน
เท่าที่ลองใช้แบบกดเทียบกับ Galaxy S ก็พบว่าการตอบสนองของ S Plus จะรวดเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน (ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับ RFS หรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่อง OS คนละรุ่นด้วย)
ราคาไม่ได้บอกว่าเท่าไร ส่วนวันเปิดตัวก็บอกว่า "เร็วๆ นี้" เช่นเคย

จับตา โปรดักส์แชมเปี้ยน นัมเบอร์ 3….ว่าที่นอมินี อาจคือ EV

พูดถึงตลาดรถยนต์ในประเทศไทยช่วงนี้ ถือว่ารถยนต์ในบ้านเรานั้นต่างมีความคึกคักกันอย่างมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เมื่อรถยนต์อีโค่คาร์ ถือกำเนิดที่วันนี้เจ้าตลาดออกมาตอบรับ ด้วยการท้าชนส่งน้องเล็กลำใหม่หวังชิงไฟที่งานนี้จะรุ่งหรือร่วง คงเฉือนกันแค่ปลายจมูกเท่านั้น
ความคึกคักในตลาดคอมแพ็คคาร์ที่เกิดขึ้นนี้ ต้องยอมรับว่าส่วนสำคัญนั้นมาจากการที่ รัฐบาลนำร่องในการสร้างโอกาสให้ค่ายรถยนต์หลายเจ้าได้ลืมตาอ้าปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายอันสูงสุดที่ทางภาครัฐตั้งแต่สมัยปี 2546 เคยฝันให้ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศในภูมิภาค รวมถึงเวทีโลก ที่ขณะนั้นตั้งเป้าในปี 2553 ที่ผ่านมา ไทยจะสามารถผลิตรถได้ถึง 1.8 ล้านคัน และกว่า 40% จะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ที่ยืนหยัดด้วยรถยนต์กระบะ 1 ตัน
Honda Brio รถอีโค่คาร์ รุ่นล่าสุดจาก  honda
ให้หลังเพียง 1 ปี โครงการรถยนต์นั่งเล็กก็เกิดขึ้น ที่แรกเริ่มเดิมทีใช้ชื่อว่า โครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน (ACEs Car) หรือที่รู้จักผ่านชื่อ "โครงการอีโค่คาร์" ที่มีต้นไอเดียจากนายวัชระ พรรณเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีอุตสาหกรรม จากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสมัยแรก ที่เล็งเห็นถึงตลาดใหม่อนาคตที่รถยนต์นั่งเล็กจะกลายเป็นที่นิยม และในที่สุดเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้วรถยนต์อีโค่คาร์รุ่นแรกก็ออกวางจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ผ่านค่ายรถยนต์ที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผู้บริโภคกลุ่มรถนั่งอย่าง Nissan
การมาของ honda Brio รถอีโค่คาร์อีกรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดนี้ ทำให้ตลาดรถอีโค่คาร์มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงแนวทางที่สามารถทำได้จริง และนี่คือ โปรดักส์แชมป์เปี้ยนตัวที่ 2 ที่ไทยจะกลายเป็นห้องคลอดของเหล่ารถเล็ก ที่วันนี้มี Nissan Honda และในอนาคตจะมี mitsubishi ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการสร้างโรงงานเพื่อแผนงาน Mitsubishi Global Small Car ที่เตรียมจะมาอวดโฉมในไทยในช่วงมอเตอร์โชว์ 2011 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่น่าคิดตามคงไม่พ้นทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่ detroit of asia อย่างเมืองไทยต้องปรับตัวตามไปด้วย
Nissan Micra หรือ March รถอีโค่คารุ่นแรกที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
แนวทางหนึ่งที่ทั่วโลกในตอนนี้ต่างให้การยอมรับนั้นคงไม่พ้น เรื่องของการประหยัดพลังงานในขณะเดียวกันก็ต้องควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย ที่วันนี้ตลาดโลกดูจะหันเหไปทางรถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังมาแรงมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซล ที่เมื่อเร็วๆนี้ในตลาดผู้นำด้านยานยนต์ในสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการเปิดตัวรถยนต์กลุ่มนี้ออกวางจำหน่ายสู่ผู้บริโภคแล้ว
เป็นไปได้ไหม?? ที่ประเทศไทยจะมีโอกาสได้ใช้รถยนต์ที่ได้รับการยอมรับว่านี่คือแนวทางแห่งโลก อนาคต ที่แม้รถขับเคลื่อนไฟฟ้าจะไม่ใช่การลดมลพิษโดยตรง 100% แต่ใช้แนวทางในการผลักภาระสู่สถานที่ๆมีการปล่อยมลพิษอยู่แล้วอย่างโรงไฟฟ้า แต่อย่างน้อยๆ ก็จะช่วยลดมลพิษในเมืองให้สะอาดสดใสและดีกว่าทุกวันที่เป็นอยู่
แนวทางนี้สามารถเป็นไปได้ และจะเป็นไปได้เร็วมากยิ่งขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ที่ค่ายรถยนต์อย่าง Nissan ให้ความสนใจต่อแนวทางนี้ ด้วยการนำ Nissan Leaf ออกแสดงโชว์ในงาน Bangkok International Motor show 32th ประจำปี 2011 ที่นำรถยนต์ไฟฟ้ามาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนไทยเกิดความสนใจ
Nissan Leaf นำเข้ามาโชว์ในไทย
นาย โทรุ ฮาเซกาวา กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า จากความสำเร็จการเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ นิสสัน มาร์ซ (อีโค่ คาร์) นิสสันได้ต่อยอดด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและนำรถยนต์พลังงาน ไฟฟ้า "นิสสัน ลีฟ" มาไทยเป็นครั้งแรก
"ลีฟ ที่มาโชว์ไม่ได้นำมาขาย ไม่ใช่คอนเซ็ปต์คาร์ "ลีฟ" คือรถพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตและขายในตลาดจริง สามารถวิ่งได้ 160 กม.ต่อชม. ใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าปกติที่บ้าน 8 ชม. มีโหมดชาร์จเร็วภายใน 30 นาที เป็นรถที่จะมาสานต่อความเป็นผู้นำด้านรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยวางแผนประชาสัมพันธ์รถรุ่นนี้ต่อเนื่อง และเตรียมงานเพื่อให้ลูกค้าได้ทดสอบขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรกอีกด้วย"
นาย โทรุ ฮาเซกาวา ที่มีวิสัยทัศนในเรื่องรถไฟฟ้า
รถยนต์ไฟฟ้า 100% "ลีฟ" คันนี้ นิสสันนำเข้ามาศึกษาและวิจัยตลาด เพื่อทดสอบว่า เหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศไทยเพียงใด ล่าสุดเจรจากับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสนใจกับโครงการรถยนต์ไฟฟ้า 100% แล้ว
"นิสสันชี้ให้เห็นข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อป้อนตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการสร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนเบอร์ 3 ต่อจากปิกอัพและอีโคคาร์ในอนาคต โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีที่รัฐจะให้การสนับสนุน เราเพียงแค่ให้รัฐอุดหนุนเท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียมีอัตรา 0% และยังศึกษาถึงสถานีหรือจุดชาร์จไฟฟ้าให้กับรถด้วย หากทุกอย่างขับเคลื่อนได้จริง คาดว่าราว 3-5 ปีนี้ โครงการรถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นในไทย"
ก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์ mitsubishi ก็ให้ความสนใจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยแนะนำรถยนต์ mitsubishi I MIEV มาอย่างต่อเนื่อง บนเวทีงานแสดงรถยนต์หลายต่อหลายครั้งที่ไม่พ้นแม้กระทั่งงานล่าสุด Motor Expo ที่นำ I Miev sport มาให้ชม และที่ให้หลังจากงานไม่นาน Mitsubishi ก็ได้จับมือรัฐบาลไทยที่นำโดยนาย ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการศึกษาและร่วมทดสอบการใช้งานรถไฟฟ้า
นาย โอซามุ มาสุโกะ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ในการศึกษาเรื่องรถไฟฟ้า
ครั้งนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้การมอบหมายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), สถาบันยานยนต์ ในการดำเนินการศึกษาและขยายขอบเขตความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีรถไฟฟ้าในประเทศไทย ที่หมายถึงภาครัฐก็ให้ความสนใจอยู่เช่นกันนั่นเอง
เรื่องราวเหล่านี้ถือเป็นเรื่องแห่งความเป็นไปได้ที่ในอนาคต (หากโลกไม่แตกไปเสียก่อน) ที่คนไทยอาจมีโอกาสได้สัมผัสรถยนต์ไฟฟ้าที่ภาครัฐอาจจะนำมันขึ้นมาเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวที่ 3ของประเทศ ที่เข้ากับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ทั่วโลก ที่นั่นคือ...การสานฝันประเทศไทยสู่เวทีอุตสาหกรรมยานยนต์โลกตามปณิธาน Detroit of asia ที่แท้จริง

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รถเล็ก-ไฮบริด-ดีเซล-ติดแก๊ส ...ทางประหยัดวันนี้แบบไหนคุ้ม !!

ถ้าพูดถึงการใช้รถยนต์ในปัจจุบันแล้ว เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่าราคาน้ำมันล้วนเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง โดยเฉพาะราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตลอดจนบรรดาค่ายรถยนต์ต่างมีโจทย์ใหม่ที่มาให้แก้ปัญหาไปพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำหน้าไปด้วย
ความประหยัดหมายถึงเงินในกระเป๋าที่จะมากขึ้นตามลำดับด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องการทางออกที่วันนี้เราจะพาไปดูกันสิว่า ทางออกที่เป็นตัวเลือกมากมายในตลาดทุกวันนี้ทั้ง 4 มีอะไรที่เหมาะสมการใช้งานกับคุณบ้าง

ติดแก็ส...พื้นฐานเริ่มต้นสำหรับคนงบน้อย

ถ้าถามถึงวิธีทางประหยัดที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทันทีไม่ว่ารถคุณจะเก่าไปสักเท่าไรนั้น การติดแก๊ส ยังนับว่าเป็นหนทางที่ได้รับการพูดถึงอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง ด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เริ่มตั้งแต่ 12000 - หลายหมื่นบาท และมีให้เลือทั้ง NGV และ LPG ที่แล้วแต่คนสะดวกจะเลือกใช้และงบประมาณด้วย
การติดตั้งแก๊สนับว่าเป็นทางออกที่ดี แต่แก๊สก็ต้องการการติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีราคาค่าตัวสูง แม้จะมีร้านรวงเกิดขึ้นต่างๆนานา มากมาย แต่ก็มีร้านจำนวนมากที่ไม่ได้มาตรฐานที่อาจทำให้การติดตั้งมีปัญหาพาลปวดสมองต้องวิ่งไปๆมาๆ หลายรอบจนสุดท้ายหลายคนเมินหน้าขายรถทิ้งเสียงอย่างงั้น
ความประหยัดของแก๊สนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ที่จริง!!มันก็ไม่ได้ทำให้รถประหยัดขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนประเภทพลังงานลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยของพลังงาน ซึ่งปัจจุบันทำให้คุณประหยัดถึงกว่า 3 เท่า ของราคาน้ำมันปกติแต่ก็ต้องยอมรับว่าแก๊สเป็นเชื้อเพลิงที่มีความร้อนสูง ที่พ่วงความสึกหรอมาเป็นของแถม ซึ่งหากรถคุณมีปัญหาเครื่องยนต์อยู่แล้วไม่นานนักเครื่องยนต์จะออกอาการงอแง สุดท้ายก็มีได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่กันบ้างล่ะ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตามมาอย่างแน่นอน

รถเล็ก.. ทางออกความประหยัดแบบ คนยุคใหม่

แก๊สอาจจะมีค่าใช้จ่ายน้อย แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่ารถที่มีอายุไขนานเกิน 10 ปี ถึงไปติดแก๊สจะคุ้มค่า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายการดูแลรักษาส่วนอื่นเข้ามาอีกที่ทำให้ไม่คุ้มเอาเสียเลย
ทางออกหนึ่งของปัญหานี้คือการเปลี่ยนรถยนต์เสียใหม่ และถ้าคุณมองหาความประหยัดเพียงเงินดาวน์ประมาณ แสนต้นหรือน้อยสุดที่ 50,000 บาท และเงินเดือนราวๆ 15000 บาท ถ้าหากคุณมีงบประมาณและความพร้อมขนาดนี้ การออกซิตี้คาร์หรืออีโค่คาร์มาใช้ก็นับว่าเป็นทางออกที่น่าสนใจไม่น้อย
คำว่า ซิตี้คาร์หรืออีโค่คาร์นั้น ไม่ได้หมายความมันคือรถที่ประหยัดหรือจำกัดเพียงใช้ในเมืองเท่านั้น แต่มันเป็นรถที่ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่พอเพียงต่อความต้องการ ที่โดยมากเราจะใช้รถกันต่อวันโดยเฉลี่ย ที่ 50-80 กิโลเมตรเท่านั้น และเดินทางด้วยคนจำนวนไม่เกิน 5 คน พร้อม สัมภาระ ซึ่งสิ่งต่างๆที่พูดนี้รถเล็กเหล่านี้สามารถตอบสนองได้ดี ที่ยังไม่นับความคล่องตัวในเมือง และที่จอดที่สามารถซุกตรงไหนก็ได้ที่มีพื้นที่ไม่เกิน 4 เมตร
ความสะดวกสบายเหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจแม้การซื้อรถจะทำให้เป็นหนี้ แต่ถ้าเป็นหนี้อย่างฉลาดที่รถเล็กเหล่านี้สามารถตอบสนองความประหยัดได้มากถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร และยังรองรับการเติมน้ำมัน E20 ที่มีราคาถูกกว่าน้ำมันธรรมดาทั่วไป แต่ยังสามารถตอบสนองการเดินทางได้ก็นับเป็นอีกทางออกที่ดี แถมยังมีการดูแลรักษาที่มาตรฐานแทบทุกรุ่นให้มากถึง 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร วางใจได้ในทุกเส้นทางการขับขี่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เก็บไปคิดกันบ้าง

ดีเซล..ทางออกรุ่นใหญ่แต่ใช้ได้ดี ...
ถ้าคุณเป็นคนที่มีงบประมาณพอสมควรในการซื้อรถ โดยเฉพาะใครที่กำลังมองหาความประหยัดยามเดินทางไกลๆ บ่อยครั้งนั้น เครื่องยนต์ดีเซลนับว่าเป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องดีเซลยุคใหม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับความประหยัดโดยเฉพาะยามเดินทางไกล
ตั้งแต่อดีตมาจวบจนปัจจุบัน เครื่องยนต์ดีเซลได้รับการกล่าวขานอย่างมาก โดยเฉพาะความประหยัดน้ำมันที่เรียกว่าเติมน้ำมันกันจนลืมไปเลยทีเดียว ที่สามารถตอบโจทย์ในปัจจุบันในรุ่น 2.5 ลิตร ที่สามารถทำอัตราประหยัดได้ดีถึง 13-15 กิโลเมตร/ลิตรโดยเฉลี่ย และหาขับกันทางไกลๆจริงตัวเลข 17 กิโลเมตรต่อลิตรก็มีแพลมๆขึ้นมาบ้างในเส้นทางที่วิ่งกันยาวๆ
ความขึ้นชื่อลือชาเรื่องความประหยัดของดีเซล เมื่อสมทบกับนโยบายตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลทำให้นับว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาใช้รถเครื่องดีเซลมากขึ้น ที่ปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่ในกระบะขาลุยเท่านั้น แต่ในหมู่รถเก่งก็เริ่มมีมาวางจำหน่ายกันมาขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยุโรปและอเมริกา ที่ต่างก็หันมาความสนใจแต่เสียอย่างเดียวที่ราคายังแพงอยู่มากพอตัวเลยทีเดียว
แน่นอนวิถีทางนี้เรามักไม่ค่อยแนะนำนัก แต่มันก็เป็นทางประหยัดหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหากคุณไม่ใช่ขาลุยแต่ออกต่างจังหวัดบ่อย ลองใช้ดีเซลดูสักครั้งและจะติดใจในสมรรถนะที่จับมือมาพร้อมความประหยัด

ไฮบริด...ทางออกสุดล้ำควบได้ทุกที่

ที่ผ่านมาเราได้พูดถึงทางประหยัดไปมากและหนทางในความประหยัดยุคใหม่อย่างหนึ่งนั้นคงไม่พ้น แนวทางล่าสุดที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากกับระบบไฮบริด ที่จริงมีใช้กันมานานแล้ว แต่เมื่อบริษัทแม่ลงมาเอง มันก็ยิ่งทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
Hybrid เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีของโลกอนาคตเข้ากับปัจจุบัน ด้วยการใช้เครื่องยนต์สันดาบภายในที่เราใช้การอย่างแพร่หลายมาพ่วงเข้ากับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้การขับขี่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในพื้นที่ความเร็วต่ำอย่างในเขตเมือง ซึ่งจะทำให้แทบไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์วิ่งเลย
การทำงานของรถไฮบริดนั้นความจริงมีมากมายหลายรูปแบบแต่ที่นำมาจำหน่ายในไทยนั้นเรียกว่าPower-split type ที่มีใน Toyota Prius หรือ Lexus CT-200h ที่มันคือการทำงานแบบรับไม้หรือรับช่วงระหว่างกันนั่นเอง
ในการทำงานจริงนั้นย่านความเร็วต่ำจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไหฟ้าที่รับพลังงานจากแบตเตอร์รี่ลิเที่ยมไอออน ที่เกรงกันว่าจะเสื่อมเร็วและแพง แต่ความจริงมีอายุใช้งานนานนับ 10 ปี ส่วนราคามีแนวโน้มถูกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแบตเตอร์รี่จะเก็บไฟเข้ามาในการชาร์จที่ทำผ่านระบบเบรค เก็บเอาความร้อยที่เสียไปมาใช้เกิดประโยชน์ ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะมารับบทบาทชาร์จไฟ หรือทำงานในการขับเคลื่อนในช่วงความเร็วที่สูงกว่า 60ก.ม. /ช.ม.
ความประหยัดของระบบไฮบริดนั้นอยู่ที่การใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนโดยเฉพาะในช่วงความเร็วต่ำทำให้เหมาะมากอย่างยิ่งในการใช้เขตเมือง ยิ่งใครบ้านอยู่ในเขตที่มีการจราจรหนาแน่นหรือติดสะบัดทั้งเช้าและเย็นยิ่งเหมาะสมอย่างมาก เพราะไม่ต้องกังวลกับน้ำมันมากนัก เนื่องจากน้ำมันจะใช้เพียงปั่นไฟเข้าแบตเตอร์รี่ ส่วนในยามเดินทางไกลก็มีสมรรถนะที่ดีในการเร่งแซงที่ได้ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าช่วยในยามต้องการเร่งแซง ทำให้ไม่ต้องคิกดาวน์เร่งรอบ และตัวเลขประหยัดยันมาตรฐานได้ที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตรในทุกสภาวะ
แน่นอนไอบริดมันน่าสนใจแต่ก็มาพร้อมราคาค่าตัวที่แพงสุดๆ ด้วยราคาเริ่มที่ 1.1 ล้านบาท ที่แน่นอนมันอาจไม่ใช่รถที่ทุกคนจับต้องได้ แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บสัก 2 แสน หน้าที่การงานดีมีรายได้เลี่ยต่อเกือบประมาณ 40000 บาท การเป็นเจ้าของรถไฮบริดก็ไม่ยากนัก

แนวทางการความประหยัดทั้ง 4 ล้วนมีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างการออกไป ที่บ้างถูกแต่ก็อาจให้เสื่อมสมรรนถะเร็ว บ้างดีแต่ก็แพง ซึ่งทั้งหมดน้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญโดยเฉพาะผู้ใช้ ที่จำเป็นต้องหาหนทางที่เข้ากับตัวเองที่สุดในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

Honda ซวยอีก NHTSA เตรียมลงสอบไฟหน้า CR-V โฉม 2ดับเอง

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ว้าวุ่นใจอีกครั้ง หลังเจ้าพ่อรีคอลลงตรวจสอบโคมไฟหน้า CR-V รุ่นเก่า หลังพบไฟหน้าดับเองได้ระหว่างขับ
NHTSA หรือ องค์กรความปลอดภัยท้องถนนสหรัฐ ประกาศวานนี้ว่า ทางหน่วยงานกำลังลงตรวจสอบครั้งใหม่ในรถยนต์ Honda CR-V โฉมที่ 2 หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนเรื่องไฟหน้าสามารถดับได้เองเมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง โดยขณะนี้ได้รับร้องเรียนเรื่องดังกล่าวแล้วกว่า 12 ราย จากจำนวนรถทั้งหมดที่คาดว่าน่าจะสูงถึง 288,000 คัน ตั้งแต่ปี 2002-2004
2 nd Generation Honda CR-V
" มีคำร้องเรียนเข้ามาว่าสวิทช์และปลั๊กของชุดไฟหน้านั้นเป็นปัญหา ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนกใหม่เพื่อให้วงจรไฟหน้าทำงานเป็นปกติ และนอกจากนี้ยังมีรายงานอีกด้วยว่าสวิทช์และปลั๊กมีโอการละลายสูงหากใช้ไปนานๆ "
ทั้งนี้ NHTSA ยังไม่ได้มีการออกมาประกาศให้บริษัท honda ทำการเรียกคืนแต่อย่างใด ทว่าหากครั้งนี้ตรวจพบควาบกพร้องดังกล่าว honda อาจจำเป็นต้องเรียกคืน honda CR-V โฉม 2 กว่า 288,000 คัน เพื่อเข้าทำการปรับปรุงแก้ไข คล้ายกัยที่เคยเกิดขั้นในเคสเดียวกันใน honda Jazz มาแล้ว