วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

10 ภาพที่คุณไม่มีวันจะได้เห็นถ้าไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วย

10. ภาพต่อไปนี้เป็นภาพที่มาจากกล้องจุลทรรศน์ซึ่งเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างเราจะพบเห็นอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่กระนั้นเราไม่ได้สังเกตชัดๆ หรือมองอย่างทะลุทุกรูขุมขนว่ารูปร่างแท้จริงมันเป็นอย่างไร
10. SP Protophormia
                
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ของตัวอ่อนแมลงวันหัวเขียว(SP Protophormia) ที่มีเขี้ยวและฟันเล็กๆ ใหญ่ยาวยื่นจากปากของมัน ซึ่งเขี้ยวนี้สามารถซอนไซเข้าไปตามเนื้อเยื่อของคนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นมันยังมีตาขอหนึ่งคู่ หากมองด้วยตาเปล่าที่ตัวอ่อนนี้จะไม่เห็นฟันดังกล่าวได้ชัดเพราะมันมีขนาดความยาวแค่ 10-14 มิลลิเมตรเท่านั้น และมีสีเทาปนเหลือง
(รู้ไปก็เท่านั้น : แมลงวันหัวเขียวมีรูปร่างคล้ายแมลงวันบ้านแต่มีลำตัวขนาดใหญ่กว่าแมลงวันบ้าน โดยมี ลักษณะเด่นคือลำตัวส่วนอกและท้องมีความมันวาวสะท้อนแสงสีเขียว ทำให้คนเรียกแมลงวันชนิดนี้ว่าแมลงวันหัวเขียวทั้งๆที่ส่วนเขียวเป็นส่วนอกและท้อง นอกจากนี้สีของแมลงวันหัวเขียวมีความแตกต่างกันไปในแมลงวันหัวเขียวแต่ละชนิดนอกจากจะมีแต่สีเขียว เช่น สีน้ำเงิน ม่วง ทองแดง)
9. Cat fleas
   
ภาพหมัดแมวจากกล้องจุลทรรศน์ หมัดจัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในไฟลัมอาร์โธรพอด เป็นแมลงที่ไม่มีปีกขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดความยาวตลอดลำตัวราว 2-2.5 มิลลิเมตร ลำตัวด้านข้างแบน มีขาคู่หลังยาวใช้สำหรับการกระโดด ลำตัวเป็นปล้อง และมีหัวขนาดใหญ่ หมัดถือได้ว่าเป็นปรสิตสำหรับคน และสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหมัดแมวเป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลกของหมัด (รู้ไปก็เท่านั้น : หมัดเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้มนุษย์เกิดอาการภูมิแพ้)
8. pubic lice
   
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์สแกนอิเล็กตอน ที่หัวของเหาโลน ซึ่งโลนเป็นแมลงตัวเล็กๆแบบเดียวกับเหา รูปร่างเหมือนปูทะเล อาศัยอยู่บนขน เช่น ขนหน้าอก ขนรักแร้ คิ้ว ขนตา โลนจะวางไข่ที่โคนขน ประมาณ 8-9 วันจึงจะฟักตัว หรืออาจถึง17วัน โลนกินเลือดคนเพื่อดำรงชีวิต โลนสามารถอาศัยห่างจากร่างกายคนได้ 24-48 ชั่วโมง เช่นบนที่นอน
(รู้ไปก็เท่านั้น : บริเวณที่ตัวโลนชอบอาศัยอยู่คือขนเพชรบริเวณขนองคชาต และสามารถติดต่อโดยการร่วมเพศ หรือใช้เครื่องสุขภัณฑ์ในห้องส้วมหรือใช้เสื้อผ้าร่วมกัน พบมากในวัยรุ่น โลนจัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 10 ฟองต่อวันทุกวัน ได้นานนับเดือน จนกว่ามันจะตาย ไข่ของมันจะถูกติดแน่นอยู่บนขนหรือผมของเหยื่อ ที่บริเวณใกล้ๆ กับผิวหนัง เพื่อให้มีอุณหภูมิเหมาะสมในการจะฟักไข่เป็นตัว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 6-10 วัน ไข่ของมันจะติดแน่นกับผมขนมากด้วยสาร Chitin ยากที่จะแกะเอาออกได้ และไข่ของมันจะสามารถทนมีชีวิตอยู่ไกลจากผิวของมนุษย์ ได้นานถึง 10 วัน)
7. Stellatarum Macroglossum
 
ภาพจากปลายลิ้น(งวง)ของนก hawkmoth นกที่เล็กที่สุดในโลก  โดยมันกางปีกสูงสุดเพียงแค่ 40-45 มิลลิเมตรรูปร่างคล้ายนกฮัมมิ่งเบิร์ดผึ้ง โดยงวงของมันใช้ดูน้ำหวานจากดอกไม้ ชอบบินในอากาศที่สดใสยามเช้า เนื่องจากสายตาของมันมีความสามารถรับรู้สีสันได้ โดยนกชนิดดังกล่าวกระจายตัวในโลกเก่าจากโปรตุเกสไปยังญี่ปุ่น ในภูมิอากาศอบอุ่น(ภาคใต้ของทวีปยุโรปทวีปแอฟริกา) (รู้ไปก็เท่านั้น : นกฮัมมิ่งเบิร์ดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่บินถอยหลังได้ และมันมีงอยปากแหลมยาวประมาณ 2 เท่า ของขนาดกะโหลกศีรษะ)
6. Tardigrade, aka "Water Bear"
 
ภาพหมีน้ำเกาะตะไคร่น้ำ ซึ่งหมีน้ำนั้นเป็นสัตว์ที่ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล่องจุลทรรศน์มองเท่านั้น เป็นสัตว์ในไฟลัมทาร์ดิกราดา (Phylum Tardigrada) โดยทั่วไปร่างกายมักแบ่งเป็น 5 ปล้อง เป็นหัว 1 ปล้องและลำตัว 4 ปล้อง แต่ละปล้องลำตัวมีขา 1คู่ ดังนั้นจึงมีขาทั้งหมด 4 คู่ ปลายขามีกรงเล็บหรือแผ่นดูดเกาะ ขนาดลำตัวอาจเล็กถึง 0.05 มิลลิเมตรในระยะตัวอ่อนและบางชนิดอาจมีลำตัวยาวถึง 1.5 มิลลิเมตรในระยะตัวเต็มวัย ถิ่นที่อยู่อาศัยพบได้ทั้งบนบก ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำร้อน ขั้วโลก ทะเลทราย ในมหาสมุทร ป่าหรือว่าในสวนหลังบ้านของคุณ  หากที่แห่งนั้นมีน้ำหรือความชื้น (รู้ไปก็เท่านั้น : หมีน้ำถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก มันสามารถอยู่ได้ 10 วันในพื้นที่สุญญากาศ หรือมีชีวิตอยู่ได้นานทศวรรษในที่ไม่มีน้ำ สามารถอยู่ในอุณหภูมิหนาวเย็นติดลบเกินศูนย์องศาหรือร้อนเกินกว่า 300 องศาฟาเรนไฮด์ได้)
5. Meal mite
  
ภาพไรฝุ่นในเส้นใยฝ้า ไรฝุ่นนั้นเป็นแมลงสัตว์ที่มีขนาดเล็กมาจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพราะมีขนาดเพียง 0.3 มิลลิเมตร เป็นสัตว์จำพวกแมลงแต่มีลักษณะคล้ายกับแมงมุม เห็บ หมัด และ มีขา 8 ขา มีหลายพันธุ์ พบเห็นได้ที่เตียงนอน หมอน ผ้าห่ม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยอย่างโซฟาและพรมปูพื้นจนเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดเราก็ว่าได้ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคภูมิแพ้เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และโรคหอบหืด
(รู้ไปก็เท่านั้น : ตัวไรฝุ่นนั้นส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย แต่อุจจาระและศพของพวกมันต่างหากที่ทำให้เกิดอาการแพ้แก่คน และ อาหารของตัวไรฝุ่น คือ เซลล์ผิวหนังของคนและสัตว์เลี้ยงที่หลุดลอกออกมา ผิวหนังของคนนั้นโดยทั่วไปจะหลุดลอกวันละประมาณ 1.5 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอที่จะเลี้ยงตัวไรฝุ่นให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีโดยเศษผิวหนังเพียง 1 กรัมก็สามารถเลี้ยงไรฝุ่น 1,000,000 ตัวเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็มๆ)
4. water flea
 
ภาพถ่ายรับรางวัล 2009 Olympus BioScapes Digital Imaging Competition ซึ่งเป็นรายการแข่งขันภาพถ่ายกล้องจุลทรรศน์ระดับโลก ที่ที่ดูเหมือนมนุษย์ต่างดาวนี้คือไรน้ำ สังเกตที่รูปว่ามีจุดเลือดสีฟ้านั้นก็คือนิวเคลียร์ในเซลล์ของไรน้ำ ภาพนี้ได้รางวัลชนะเลิศจาก 2000 ภาพ โดยให้เหตุผลว่ามันมีความงามและเต็มไปด้วยเทคนิค ส่วนใครอยากรู้ว่าภาพไหนได้รับรางวัลบ้างนั้นสามารถไปดูเว็บข้างล่าง
http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1229576/Under-microscope-Glowing-alien-like-flea-takes-photography-prize.html  (รู้ไปก็เท่านั้น : ไรน้ำเป็นสัตว์ที่พบเห็นโดยทั่วไป มักอยู่ในน้ำจืด มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.1 มม. แบะ 3 มม. มักนิยมเพาะเลี้ยงทำเป็นอาหารปลา มีลักษณะเหมือนกุ้งตัวใส มีหลายชนิดกินสาหร่ายและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร)
3. Chicken Embryo
 
http://asia.cnet.com/photogallery/0,3800005208,62048872,00.htm
ภาพถ่ายชนะเลิศการแข่งขัน Nikon's photomicroscopy contest ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ส่งภาพจากกล้องจุลทรรศน์มาประกวด โดยภาพนี้เป็นภาพที่ดีที่สุดในการจัดงานนี้มากตั้งแต่ปี 1974 ในจำนวน 2000 ภาพที่เข้ามาประกวดจากทั่วโลกและใช้คะแนนจากการโหวตของผู้ชม โดยภาพนี้เป็นภาพถ่าย 6 เท่าของตัวอ่อนของไก่ โดยโทมัส(Tomas Pais de Azevedo of Lisbon)จากลิสบอน โปรตุโกส (รู้ไปก็เท่านั้น Embryo มาจากภาษากรีกแปลว่า แปลว่า สิ่งที่เติบโต)  
2.  Your Tooth
ภาพสแกนจากกล้องจุลทรรศน์อีเล็กตรอนของพื้นผิวฟันสีเหลือง ฟันเป็นอวัยวะที่ อยู่ภายในช่องปากของคนและสัตว์ฟันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในระบบย่อย อาหาร หน้าที่หลักของฟันคือ ฉีก บด อาหารให้คลุกเคล้ากับน้ำลาย และนอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการพูดออกเสียงด้วย ฟันถือเป็นอวัยวะที่สำคัญ อย่างหนึ่งของมนุษย์ และมีความสำคัญต่อบุคลิกภาพ ดังนั้นจึงควรให้ความใส่ใจดูแลและรักษาอยู่เสมอ ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน หรือทุกครั้งหลังอาหาร เพื่อกำจัดเศษอาหาร และ คราบจุลินทรีย์ และควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสภาพฟันทุกๆ 6 เดือน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ฟันมีสีเหลืองเนื่องจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ การสูบบุหรี่ รวมถึงแปรงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล (รู้ไปก็เท่านั้น โรคฟันผุ เป็นโรคท๊อปฮิตของคนไข้ที่มาพบทันตแพทย์ ต้นเหตุโรคคือแบคทีเรียชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งติดต่อได้ทางน้ำลาย)
1. Jimmy Dean Sausage
 
จิมมี่ ดีน(1928-2010)เป็นชื่อนักร้องอเมริกัน แต่กระนั้นสิ่งที่เขามีชื่อเสียงมากที่สุดไม่ใช่เพลงหากแต่เป็นยี่ห้อ ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกจิมมี่ ดีน ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1969 โดยผลิตภัณฑ์ไส้กรอกนี้ค่อนข้างนิยมในอเมริกา
ภาพที่เห็นต่อไปนี้มาจากเว็บ http://www.naturalnews.com/PhotoTour_Mystery_Meat_8.html โดยเว็บดังกล่าวไม่รู้คนทำว่างจัดหรือเปล่า เขาได้ซูมกันเล่นๆ ว่าหากเอากล้องจุลทรรศน์ธรรมดาทั่วไปไปส่องดูเนื้อไส้กรอกที่เรากินทุกวัน แล้วมันจะมีหน้าตาเป็นยังไง และนี้คือหนึ่งในภาพในเว็บนั้นซึ่งภาพที่ส่องเป็นผลิตภัณฑ์ไส้กรอกติดมันของ จิมมี่ ดีน
ภาพขนาด 1x ไส้กรอกหมูที่ถูกตัดขวาง
ภาพขนาด 2x ที่เริ่มเห็นรายละเอียดของไขมันและเนื้อเหนียวของไส้กรอก ซึ่งเราสามารถพบเห็นหากคุณมองอย่างใกล้ชิด
ภาพขนาด 3x เริ่มแสดงรายละเอียดของพื้นผิวไขมันของไส้กรอก
ภาพขนาด 4x แสดงให้เห็นการปรากฏตัวท่อเนื้อคอลลาเจน(ที่เหมือนกระดาษใส) ในเนื้ออย่างชัดเจน และเส้นไขมันที่แทรกในเนื้อ
เนื้อหาจาก
http://www.telegraph.co.uk/science/picture-galleries/7924099/Creepy-crawlies-Amazing-Scanning-Electron-Microscope-pictures-of-insects-and-spiders.html
และวิกิพีเดียไทย
เครดิต: CAMMY ผ่าน http://www.unigang.com

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

ย้อนรอย! แผ่นดินไหว หายนะที่ญี่ปุ่นยกประเทศหนีไม่ได้


ย้อนรอย! แผ่นดินไหว หายนะที่ญี่ปุ่นยกประเทศหนีไม่ได้
ย้อนรอย! แผ่นดินไหว หายนะที่ญี่ปุ่นยกประเทศหนีไม่ได้
หลายครั้งหลายคราที่ญี่ปุ่นต้องสูญเสียจากการเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,930 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 61 ของโลก หมู่เกาะญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮนชู ฮกไกโด คีวชู และชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ
ที่ผ่านมาญี่ปุ่นเคยประสบกับแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง เราจะย้อนอดีตไปดูกันอีกครั้ง
แผ่นดินไหวในจูเอ็ทสึ พ.ศ. 2547 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17:56 (ตามเวลาท้องถิ่น) เมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ได้ตั้งชื่อว่า Heisei 16 Niigata Prefecture Chuetsu Earthquake  จังหวัดนีงะตะตั้งอยู่ในภูมิภาคโฮะคุริกุบนเกาะฮนชู ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้แรงสะเทือนได้จากพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะฮนชู ได้แก่บางส่วนของภูมิภาคโทะโฮะกุ โฮะคุริกุ จูบุ และคันโต
พบผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรายที่ 39 ขณะที่ยังคงมีแผ่นดินไหวตามเกิดขึ้นในระดับที่รู้สึกได้ มีรายงานว่าในจังหวัดนีงะตะมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 3,000 คน คนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนต้องละทิ้งบ้าน แผ่นดินไหวทำให้บ้านหลายหลังในเมืองโอะจิยะพังถล่ม
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รถไฟชินคันเซ็นตกรางขณะให้บริการ ตู้ของ Toki 35 (ชินคันเซ็น 200 series) แปดตู้จากสิบตู้ตกรางบนสายโจเอ็ทสึระหว่างสถานีนะงะโอะกะในเมืองนะงะโอะกะ กับสถานีอุระสะในเมืองยะมะโตะ มีผู้โดยสาร 155 คน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้ง Railbeds สะพาน และอุโมงล้วนแต่ได้รับผลกระทบ East Japan Railway Company ได้หยุดรถไฟทุกขบวนในจังหวัดนีงะตะ ซึ่งสายที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักได้แก่ สายโจเอ็ทสึ สายหลักชินเอ็ทสึ สายอียะมะ สายทะดะมิ และสายเอะจิโงะ ส่วนหนึ่งของสถานีนะงะโอะกะพร้อมจะพังถล่มได้ทุกเมื่อจากแผ่นดินไหวตาม แต่หลังจากปิดชั่วคราวก็เปิดให้บริการอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2547 รถไฟสายโจเอ็ทสึและอียะมะส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ได้เปิดให้บริการอีกครั้ง ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม ชินคันเซ็นสายโจะเอ็ทสึกลับมาเปิดให้บริการ Japan Highways ได้ปิดทางด่วนทั้งหมดในจังหวัดนีงะตะ ซึ่งมีผลให้ทางด่วนสายคังเอ็ทสึและสายโฮะคุริกุต้องปิดด้วยเช่นกัน ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ทางด่วนสายคันเอ็ทสึยังคงปิดให้บริการในช่วงระหว่าง Nagaoka Interchange กับ Koide Interchange ซึ่งส่วนนี้กลับมาเปิดในวันที่ 5 พฤศจิกายน
แผ่นดินไหวเก็นโระกุ พ.ศ. 2246  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2246 ที่เอะโดะ (ปัจจุบันคือ กรุงโตเกียว) มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณอ่าวซะงะมิ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรโบโซ ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,300 คน ทำความเสียหายให้กับเมืองเอะโดะ โอะดะวะระ คะวะซะกิ ซึ่งอยู่บนที่ราบคันโต บางส่วนของพระราชวังโชกุนโทะกุงะวะ สึนะโยะชิ พังทลายลง และทำให้เกิดเพลิงไหม้ทั้งเมืองในวันต่อมา
แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดสึนามิพัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู สร้างความเสียหายให้กับบริเวณคาบสมุทรโบโซ, อ่าวซะงะมิ และหมู่เกาะอิสุ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน เป็นสึนามิที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่ง 
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิน พ.ศ. 2538 (อังกฤษ: The Great Hanshin earthquake) หรือ แผ่นดินไหวที่โกเบ เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538 เวลา 05:46 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณตอนใต้ของจังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่ระดับ 16 กิโลเมตรใต้จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหวบริเวณเกาะอาวาจิ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโกเบ 20 กิโลเมตร เป็นเวลาประมาณ 20 วินาที มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 6,434 คน (นับถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2538) ในจำนวนนี้ประมาณ 4,600 คน มาจากโกเบ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด และมีประชากรทั้งสิ้น 1.5 ล้านคน
เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ร้ายแรงที่สุดในรอบ 72 ปี นับตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 140,000 คน ความเสียหายเบื้องต้น ทำให้บ้านเรือนพังพลายกว่า 200,000 หลัง, โครงสร้างยกระดับของทางด่วนสายฮันชิน พังทลายเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร, ปั้นจั่นของท่าเรือโกเบเสียหายกว่าหนึ่งร้อยตัว มูลค่าตวามเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 10 ล้านล้านเยน (ประมาณ 102.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็น 2.5% ของจีดีพีของญี่ปุ่นในปีนั้น
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2466 เวลา 11:58:44 น. ตามเวลาในท้องถิ่น บริเวณที่ราบคันโต บนเกาะฮอนชู มีจุดศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเล บริเวณเกาะอิซู โอชิมะ ในอ่าวซะงะมิแผ่นดินไหวทำความเสียหายให้กับกรุงโตเกียว เมืองท่าโยโกฮามา จังหวัดชิบะ จังหวัดคะนะงะวะ และจังหวัดชิซุโอะกะ  ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 100,000 คน มีผู้สูญหายและคาดว่าเสียชีวิตประมาณ 40,000 คน ทั้งนี้เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นในช่วงใกล้เที่ยงวัน ขณะประชาชนกำลังใช้เตาไฟหุงอาหาร ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และกระแสลมแรงเนื่องจากพายุไต้ฝุ่นทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ทำให้เกิดเพลิงลุกลาม ประกอบกับระบบท่อส่งน้ำเกิดชำรุดอันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหว การดับเพลิงต้องใช้เวลาถึง 3 วันจนถึงวันที่ 3 กันยายน นอกจากนี้ยังเกิดดินถล่มในหลายพื้นที่

ฝีมือของสิ่งมีชีวิต หรือ ธรรมชาติ!!? สถานที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้

1.  เดอะเวฟ (The Wave) ที่รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา
"เดอะเวฟ" คือ ภูเขาหินทรายที่ฟอร์มตัวในลักษณะคล้ายคลื่นลาดชัน เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 190 ล้านปีก่อนหรือในยุคจูราสสิก เนื่องจากพื้นที่แถบนี้มีความเปราะบางมาก ทางการจึงจำกัดให้เข้าชมได้เพียงวันละไม่เกิน 20 คน และต้องเดินเท้าเข้าไปเกือบ 5 ก.ม. จึงจะถึงดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้

2.  Tessellated Pavement บนเกาะแทสเมเนีย (รัฐหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย)
นี่คือภาพลานหินตะกอนบริเวณชายฝั่งที่ Eaglehawk Neck บนเกาะแทสมาเนีย ซึ่งถ้าหากมองเผินๆ จะแลดูคล้ายมีใครนำแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มาวางเรียงรายริมทะเล (บริเวณ ขอบสี่เหลี่ยมที่เราเห็นเป็นแนวเส้นตรงนั้น เกิดจากแรงตึงเครียดของผิวโลก ผนวกกับการกัดเซาะอย่างต่อเนื่องของคลื่นและแรงเสียดสีของทราย)

3.  หินรูปทรงประหลาด ในทะเลทรายขาว (White Desert) ประเทศอียิปต์
ทะเลทรายแห่งนี้ตั้งอยู่ใน Farafra Oasis มีลักษณะเป็นสีขาวและครีม ประกอบด้วยกลุ่มหินชอล์ครูปทรงประหลาดขนาดใหญ่มากมาย อันเป็นผลงานของพายุทรายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

4.  บ่อน้ำพุร้อนสีเลือด (Blood Pond Hot Spring) ที่เบปปุ ประเทศญี่ปุ่น
น้ำพุร้อนสีเลือด (Chinoike Jigoku) เป็นหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของเมืองเบปปุ ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชูสาเหตุที่น้ำพุมีสีเลือดเนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณมากนั่นเอง

5.  Giant's Causeway ที่ไอร์แลนด์เหนือGiant's Causeway เป็นชายฝั่งที่เกิดจากการเย็นตัวของหินภูเขาไฟเมื่อประมาณ 50,000 ถึง 60,000 ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดหินรูปหกเหลี่ยมและหินแท่งสี่เหลี่ยมกว่า 40,000 แท่ง องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน Giant´s Causeway เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529)

6.  ทะเลเกลือ (salt flats) ที่ Salar de Uyuni ประเทศโบลิเวีย
จริงๆ แล้วที่ราบเกลือหรือทะเลเกลือลักษณะนี้มีอยู่หลายแห่งด้วยกันแต่ทะเลเกลือที่ Salar de Uyuni ของประเทศโบลิเวียนั้น มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากถึง 10,582 ตารางกิโลเมตร
7.  อุทยานป่าหิน ในมณฑลยูนนาน 
ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ห่างจากเมืองคุนหมิง ได้ราว ๆ 90 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอำเภอสือหลินภายในพื้นที่ 350 ตารางกิโลเมตรที่มีภูเขาสูงๆต่ำๆทอดตัวยาวเหยียดออกไปแห่งนี้ มียอดหินและเสาหินใหญ่น้อยตั้งเรียงรายกระจัดกระจายอยู่ตามเนินเขา ป่าหินแห่งนี้จัดว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือมีพื้นที่เฉพาะ ส่วนที่เยี่ยมชมราว 12 ตารางกิโลเมตร ภายในป่าหินมีทางแยกมากกว่า 400 สาย มีจุดท่องเที่ยวกว่า 200 จุด จึงได้สมญานามว่า วังวนใต้ทะเล " หินลักษณะสวยงามแปลกตาเหล่านี้ล้วนเป็นหินปูนที่แต่เดิมอยู่ใต้ผิวน้ำและ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้นเหนือผิว น้ำกลายเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามโดดเด่นป่าหินแห่งนี้ประมาณกันว่า มีอายุราว 270 ล้านปี ป่าหินแห่งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆคือป่าหินน้อย (Minor stone forest) และป่าหินใหญ่ (Major stone forest) และอีกส่วนหนึ่งที่มีความงดงามไม่แพ้กันคือ ส่วนของป่าหินนอก(Outer stone forest) ซึ่งอยู่บริเวณรอบนอกของป่าหินน้อยและป่าหินใหญ่ ป่าหินแห่งนี้มีหินรูปทรงแปลกตาที่สวยงามอยู่มากมาย ป่าหินคุนหมิงนับเป็นพิพิธภัณฑ์ของป่าหินทั่วโลก ซึ่งมีคุณค่ามาก
8.  ธารน้ำแข็ง Taylor ใน McMurdo Dry Valleys ที่แอนตาร์คติกา (ขั้วโลกใต้)
ธารน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่โดดเด่นเป็นสีแดงส้ม ตัดกับน้ำแข็งส่วนอื่นๆ ซึ่งมีสีขาวโพลน เนื่องจากพื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยออกไซด์ของเหล็ก (iron oxide) ซึ่งก็คือ "สนิม" นั่นเอง ด้วยเหตุนี้บริเวณดังกล่าวจึงได้รับการขนานนามตามลักษณะทางกายภาพว่า "น้ำตกเลือด" (Blood Falls)
9.  ทะเลสาบสปอท เลค (Spotted Lake) – ประเทศแคนาดา
“สปอ ท เลค” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ อาทิ แมกนีเซียม ซัลเฟต, แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต ในปริมาณเข้มข้นมากที่สุดในโลก แต่น่าเสียดายที่ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ในที่ดินของเอกชน นักท่องเที่ยวจึงทำได้แค่มองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น (ส่วนที่เป็นจุดๆ คือน้ำ นอกนั้นเป็นส่วนของแร่ธาตุนานาชนิด ที่สามารถลงไปเดินสำรวจได้)
10.  ทะเลทรายแบล็คร็อค (Black Rock Desert) ที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา
ทะเล ทรายแบล็คร็อค คือ ก้นทะเลสาบที่แห้งสนิท ครั้งหนึ่งดินแดนแถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีชื่อว่า "Lahontan" ซึ่งปรากฏอยู่ในสมัย 18,000-7,000 พันปีก่อนคริสตกาล ในช่วงที่ทะเลสาบโบราณแห่งนี้มีระดับน้ำสูงสุด (เมื่อประมาณ 12,700 ปีก่อน) ทะเลทรายแบล็คร็อคเคยอยู่ใต้น้ำที่มีความลึกถึง 150 เมตรเลยทีเดียว
11. ถ้ำคริสตัล (Crystal Cave) ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาถ้ำคริสตัล เป็น 1 ใน 240 ถ้ำ (ที่ถูกค้นพบ) ภายในอุทยานแห่งชาติ Sequoia ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้ำดังกล่าวเป็นถ้ำ "หินอ่อน" ธรรมชาติ ที่ภายในมีอุณหภูมิคงที่ประมาณ 9 องศาเซลเซียส ซึ่งการจะเข้าไปชมภายในถ้ำต้องอาศัยไกด์ทัวร์
12.  ทุ่งหินรูปรังผึ้ง Bungle Bungles ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียทุ่หินทรายที่มีรูปทรงคล้ายรังผึ้ง หรือ Bungle Bungles นี้ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Purnululu ที่องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) กลุ่มหินดังกล่าวประกอบด้วยหินทรายและหินกรวดมน ซึ่งเมื่อประมาณ 375-350 ล้านปีก่อนหินเหล่านี้เคยเป็นตะกอนในลุ่มน้ำ "Ord"
13.  ภูเขาไฟ Redoubt ที่รัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา
Redoubt เป็นภูเขาไฟมีพลัง (active volcano) อายุนับพันๆ ปี ที่ยังคงคุกรุ่นและเกิดการปะทุหรือระเบิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา
14.  เมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia)
เป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประราณ 3 ล้านปีมาแล้ว ทำให้ลาวาที่พ่นออกมาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาล กระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมา จากนั้นกระแสน้ำ ลม ฝน แดด และหิมะ ได้รว่มด้วยช่วยกันกัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อยๆ นับแสนนับล้านปี จนเกิดเป้นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย (คว่ำ) ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยาย และยูเนสโกได้ประกาศให้พื้นที่มหัศจรรย์แห่งนี้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและ วัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกีในปี ค.ศ. 1985
 15. นครใต้ดินไคมัคลึ (Underground City of Derinkuyu or Kaymakli)
เกิดจากการขุดเจาะพื้นดินลึกลงไป 10 กว่าชั้น เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรู โดยชั้นล่างที่ลึกที่สุด ลึกถึง 85 เมตรทีเดียว เมืองใต้ดินแห่งนี้มีครบเครื่องทุกอย่างทั้งห้องโถง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องถนอมอาหาร ห้องครัว ห้องอาหาร โบสถ์ ทางหนีฉุกเฉิน ฯลฯ แม้จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ขุดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น แต่ว่าอากาศในนั้นถ่ายเทเย็นสบาย หน้าร้อนอากาศเย็น หน้าหนาวอากาศอบอุ่น
16.  ทะเลสาปเดือด Boiling Lake ประเทศโดมินิกา (Commonwealth of Dominica)
“Boiling Lake” เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลสาป Frying Pan Lake ของประเทศนิวซีแลนด์) มีความกว้างราว 60 เมตร ลึก 59 เมตร อุณหภูมิริมทะเลสาปอยู่ที่ประมาณ 82 – 91.5 องศาเซลเซียส ระดับน้ำภายในทะเลสาปแห่งนี้มีลักษณะขึ้น-ลงตลอดเวลา โดยเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) น้ำในทะเลสาปแห่งนี้ได้แห้งเหือดหายไป และเพิ่งกลับมาอยู่ในระดับปกติอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
17.  แม่น้ำสีแดง (Rio Tinto) ที่ประเทศสเปน

บริเวณ พื้นที่ตามแนวชายฝั่งแม่น้ำ Río Tinto มีการทำเหมืองทองแดง เงิน ทอง และแร่ธาตุอื่นๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ (ราว 5 พันปีก่อน) ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำดังกล่าวมีค่าความเป็นกรดสูงมาก ส่วนสาเหตุที่น้ำมีสีแดงก็เนื่องมาจากก้อนหินที่อยู่ในแม่น้ำแห่งนี้ประกอบ ด้วยธาตุเหล็กในปริมาณเข้มข้นนั่นเองเหมืองในแถบนี้ถูกปิดมานานนับ 10 ปี แต่เนื่องจากทองแดงมีราคาสูงขึ้น เจ้าของเหมืองจึงมีแผนเปิดเหมืองทองแดงอีกครั้งในปีหน้า
18.  หุบเขาโลกพระจันทร์ (Vale de Lua) ที่ประเทศบราซิล

หุบ เขาโลกพระจันทร์ หรือ "the valley of the moon" เป็นที่ราบสูงโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1.8 พันล้านปี โดยพื้นที่ว่างระหว่างก้อนหินจะมีน้ำจากแม่น้ำ San Miguel แทรกอยู่ภายใน ดินแดนประหลาดแถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Chapada dos Veadeiros ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ที่ผ่านมา
ที่มา : clipmass.com

10 อันดับ กระดาษชำระแนวๆ

ครที่เบื่อกับการไปนั่งในห้องน้ำ(ถ่าย) แบบเซ็งๆ แล้วละก็ วันนี้เราขอเสนอ "10 อันดับ กระดาษชำระแนวๆ"
อันดับที่ 10 Obama Toilet Paper

อันดับที่ 9 Colored Toilet Paper

อันดับที่ 8 Valentines Toilet Paper

อันดับที่ 7 Musical Toilet Paper

อันดับที่ 6 Osama Toilet Paper

อันดับที่ 5 Camouflage Toilet Paper

อันดับที่ 4 Windows Vista Toilet Paper

อันดับที่ 3 Sudoku Toilet Paper

อันดับที่ 2 Origami Toilet Paper แบบนี้ก็เพลินกันเลยทีเดียว

อันดับที่ 1 Horror Story Toilet Paper แหม...แบบนี้ก็นั่งกันนานแน่ๆ แต่ถ้าตอนกลางคืนคงไม่มีใครอ่านชัวร์ๆ

ขอขอบคุณข้อมูล/ภาพประกอบจาก toptenthailand.com

ในที่สุด แอปเปิ้ล (Apple) ก็ได้เปิดให้ผู้ใช้สามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS 4.3

ในที่สุด แอปเปิ้ล (Apple) ก็ได้เปิดให้ผู้ใช้สามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS 4.3 สำหรับ iPhone, iPad และ iPod Touch ก่อนที่ iPad 2 จะวางตลาดในวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม ศกนี้ ซึ่งเรามาดูกันดีกว่าว่า iOS 4.3 ได้รับการพัฒนาปรับปรุง ตลอดจนมีการเพิ่มคุณสมบัติการทำงานอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง
อัพเดตนี้ประกอบด้วยคุณสมบัติใหม่และการปรับปรุงต่างๆ  ซึ่งรวมด้วยรายการดังต่อไปนี้:
• ฮอตสปอตส่วนตัว*
- แบ่งปันการเชื่อมต่อโครงข่ายมือถือของ iPhone 4  ได้ถึง 5 อุปกรณ์ (จำนวนสูงสุดหากแบ่งปันแบบผสม ก็จะได้เป็น 3 Wi-Fi,3 บลูทูธ และ 1 USB)
• คุณสมบัติแบ่งปันกันที่บ้านของ iTunes
- เล่นเพลง ดูภาพยนตร์และทีวีโชว์จากคลังแบ่งปันของ iTunes จาก Mac หรือ PC (ต้องใช้กับ iTunes 10.2)
• คุณสมบัติใหม่ของ AirPlay**
- ดูวิดีโอจากแอพฯ รูปภาพ ซึ่งรวมถึงอัลบั้มม้วนฟิล์มของกล้อง ชมหรือฟังตัวอย่างของ iTunes หรือของแอพฯ และเว็บไซต์ ซึ่งบริษัทหรือบุคคลอื่นเปิดให้ใช้เหล่านี้เป็นต้นบน Apple TV
- ฉายสไลด์โชว์จากแอพฯ รูปภาพไปบน Apple TV  โดยใช้ลักษณะการเปลี่ยนภาพแบบต่างๆ ของ Apple TV
• ประสิทธิภาพของ Safari ที่เร็วขึ้นด้วย JavaScript engine ที่ชื่อ Nitro ของ Apple
• สัญญาณออกของวิดีโอแบบ HD ผ่านอะแดปเตอร์ AV แบบดิจิตอลของ Apple***
- ชมวิดีโอแบบ HD ความละเอียด 720p จากแอพฯ วิดีโอ,
แอพฯ iPod, แอพฯ รูปภาพ, YouTube, Safari, Keynote,
และแอพฯ ของบริษัทหรือบุคคลอื่นบนจอภาพแบบ HDMI
• คุณสมบัติต่างๆ ของ Ping
- การแจ้ง Push สำหรับคำติชมและติดตามคำร้องขอต่างๆ
- โพสต์ข้อความและแสดงความถูกใจต่อเพลงต่างๆ ได้
โดยตรงจากหน้าจอกำลังเล่นอยู่
- การควบคุมโดยผู้ปกครอง
• ค่าติดตั้งใหม่
- ค่าติดตั้งจำนวนการเตือนซ้ำของข้อความเตือน
- ค่าติดตั้งสวิตช์ด้านข้างของ iPad เพื่อล็อกหน้าจอไม่ให้หมุน
หรือเพื่อปิดเสียงของการแจ้งเตือนแบบเสียง และเสียงประกอบต่างๆ
• การหมุนหมายเลขประชุมรวดเดียวพร้อมกันกับคีย์หยุดรอ
เพื่อส่งรหัสผ่าน
• การซ่อมบั๊กต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่เข้ากันได้กับซอฟต์แวร์อัพเดตนี้:
• iPhone 4 (โมเดล GSM)
• iPhone 3GS
• iPad
• iPod touch (รุ่นที่ 4)
• iPod touch (รุ่นที่ 3)
*ต้องใช้กับ iPhone 4 พร้อมดาต้าแปลนที่ให้แบ่งปันอินเทอร์เน็ต
(tethering)
**ต้องใช้กับ Apple TV (รุ่นที่ 2) ที่ใช้ซอฟต์แวร์ 
เวอร์ชัน 4.2 หรือใหม่กว่า
***iPhone 4, iPad, iPod touch (รุ่นที่ 4)

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เทียบกันชัดๆ บราวเซอร์ใครดีกว่าระหว่าง LG Optimus 2X, iPhone 4 และ Samsung Galaxy

เทียบกันชัดๆ บราวเซอร์ใครดีกว่าระหว่าง LG Optimus 2X, iPhone 4 และ Samsung Galaxy S 

เรียกได้ว่า เป็นมวยคู่เด็ดจริงๆ เมื่อ LG Optimus 2X, iPhone 4 และ Samsung Galaxy S ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของบราวเซอร์ ไปดูกันครับว่า รุ่นไหนจะพริ้วกว่ากัน